ทำเว็บปี 2026 ใช้ PHP, Node.js หรือ React: เลือกตามงานจากตัวเลขจริง
คำถามว่า PHP หรือ React ดีกว่ากัน ผิดตั้งแต่ตัวคำถาม เพราะสองตัวนี้อยู่คนละชั้นของเว็บ พอแยกชั้นออกมาแล้วเอาตัวเลขตลาดจริงกับคะแนนของ AI สองตัวมาวางเทียบกัน คำตอบสำหรับงานแต่ละแบบก็ชัดขึ้นเอง
สรุปใน 1 นาที
- อาการ/ปัญหา
- ลูกค้าโรงเรียน SME และมูลนิธิถามว่าจะทำเว็บด้วย PHP, Node.js หรือ React และมักเข้าใจว่าสามตัวนี้เป็นของชนิดเดียวกัน
- ใครควรอ่าน
- คนที่ดูแลโฮสติ้งหรือรับทำเว็บให้ลูกค้ารายเล็ก และต้องตอบว่างานไหนควรใช้สแตกอะไร
- ทางแก้แบบสั้น
- แยกชั้นของเว็บก่อน แล้วเลือกตามงานจากกราฟคะแนน PHP ยังเป็นตัวแรกสำหรับงานบนโฮสติ้งทั่วไป React ใส่เฉพาะจุดที่หน้าจอซับซ้อน Node.js เมื่อจำเป็นจริง และเลือกภาษาที่ให้ AI เขียนแล้วตรวจง่าย
พอดีลูกค้าโฮสติ้งของผมเป็นโรงเรียน ร้านค้าเล็ก ๆ และมูลนิธิ แล้วช่วงหลังมีคนถามมาเกือบทุกเดือนว่า "ทำเว็บใหม่ใช้อะไรดี PHP หรือ Node.js หรือ React" ผมเลยนั่งไล่ตัวเลขตลาดจริงจากแหล่งต้นทาง ณ วันที่ 7 พ.ย. 2026 แล้วให้ AI สองตัวคือ Claude Opus 5.5 กับ GPT-6.1 Sol ช่วยชั่งน้ำหนักแยกกัน โดยต่างคนต่างให้คะแนนและไม่เห็นของกันและกัน บทความนี้เป็นความเห็นของผมที่ตั้งบนตัวเลขชุดนั้น ไม่ใช่ผลวัดทางวิทยาศาสตร์ ใครเห็นต่างก็ตามสะดวกครับ
สามชื่อนี้ไม่ได้อยู่ชั้นเดียวกัน
ความเข้าใจผิดที่ผมเจอบ่อยที่สุดคือคิดว่าต้องเลือก "PHP หรือ React" เหมือนเลือกยี่ห้อเดียวกัน ความจริง React ทำงานในเบราว์เซอร์ของคนเข้าเว็บ เป็นเรื่องหน้าจอ ส่วน PHP กับ Node.js ทำงานฝั่งเซิร์ฟเวอร์ และ nginx กับ Apache เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่รับ request มาส่งต่อให้ตัวแอป ใช้ร่วมกันได้หมด เช่น Laravel คู่กับ React ผ่าน Inertia หรือใช้ WordPress เป็นหลังบ้านแล้วให้ Next.js ทำหน้าบ้านแบบ headless ส่วนตัวผมเองก็เคยคิดว่า PHP ครองตลาดนิ่ง ๆ ไปอีกนาน แต่ตัวเลขปีนี้ลดเร็วกว่าที่ผมคิดไว้ ซึ่งจะเอาไปดูกันในหัวข้อถัดไป

ทางเดินของ request ตั้งแต่ผู้ใช้กดลิงก์จนได้หน้าเว็บ ผมวาดเป็นผังให้ดูตรง ๆ กล่องที่ไฮไลต์สองกล่องคือที่อยู่ของสิ่งที่คนสับสนกันบ่อย
Node.js คือ runtime ที่ทำให้ JavaScript รันบนเซิร์ฟเวอร์ได้ และมี HTTP server ในตัวเอง คนเลยเข้าใจว่ามันแทนที่ทั้ง Apache และ PHP ไปเลย ซึ่งจริงเฉพาะคนที่ดูแลเครื่องเองทั้งเครื่อง บนโฮสติ้งแชร์ปกติยังต้องมีเว็บเซิร์ฟเวอร์รับหน้าอยู่ดี เรื่องการแบ่งชั้นหน้าเว็บกับเซิร์ฟเวอร์ผมเคยเล่าเป็นตัวอย่างจริงไว้แล้วในตอน ย้ายการคำนวณจาก PHP ไปทำในเบราว์เซอร์ ที่ย้ายสูตรไปรันในเบราว์เซอร์จนเหลือ 12 มิลลิวินาที
ทีนี้ถ้าอยากรู้ว่าเว็บไหนอยู่หลังอะไร เริ่มจากดู header Server ก่อนเลยครับ ถ้าเจอ cloudflare แปลว่าเว็บนั้นอยู่หลัง CDN เราจะมองไม่เห็นเว็บเซิร์ฟเวอร์จริงที่อยู่ข้างหลัง
# ดูว่าเว็บตอบกลับด้วย Server อะไร (ต้องเป็นเว็บที่เราดูแลหรือได้รับอนุญาตเท่านั้น)
curl -sI https://example.com | grep -i '^server'
# ตัวอย่างผล: server: cloudflare = อยู่หลัง CDN มองไม่เห็น origin
# ตัวอย่างผล: server: nginx = เจอเว็บเซิร์ฟเวอร์ตรง ๆ
ตัวเลขตลาดปีนี้ PHP ลดจริง แต่ยังห่างที่หนึ่งมาก
ตัวเลขชุดนี้มาจาก W3Techs เมื่อ 7 พ.ย. 2026 และต้องอ่านให้ถูกฐานก่อน คือเป็นเปอร์เซ็นต์ของ เว็บที่ตรวจภาษาฝั่งเซิร์ฟเวอร์ได้ หนึ่งเว็บอาจถูกนับหลายภาษา เว็บที่ซ่อนหลัง CDN มักตรวจไม่เจอ และมันนับจำนวนเว็บ ไม่ใช่ traffic และไม่ใช่ตลาดงาน
ปีนี้ยังมี Java 5.5, Scala 5.0 และ Python 1.1 เป็นตัวเลขปัจจุบัน และ WordPress ลดจาก 43.2% เหลือ 39.4% ของเว็บทั้งหมด PHP ลดไป 4 จุดในปีเดียวถือว่าเร็ว แต่ก็ยังอยู่ที่ 69.1% ห่างอันดับสองกว่าแปดเท่า ผมเลยไม่เอาตัวเลขนี้ไปตีความว่า PHP กำลังตาย
ฝั่งเว็บเซิร์ฟเวอร์ตัวเลขเปลี่ยนแรงกว่า ปีก่อน nginx ยังเป็นที่หนึ่งที่ 33.3% ตอนนี้ Cloudflare ขึ้นมา 33.3% และแซง nginx ครั้งแรกเมื่อ 1 ต.ค. 2026 (31.2% ต่อ 30.8%)
Cloudflare เป็น reverse proxy ที่บังเซิร์ฟเวอร์จริงไว้ข้างหลัง และข้างหลังนั้นยังเป็น nginx หรือ Apache อยู่ ส่วนแบ่งของ origin ที่ลดลงเลยมีส่วนหนึ่งเป็นแค่ "มองไม่เห็น" ไม่ได้แปลว่าเลิกใช้ ผมเลยมองว่าตัวเลขเว็บเซิร์ฟเวอร์บอกเรื่องการมีอยู่ของ CDN มากกว่าบอกว่าใครชนะใคร
เว็บเซิร์ฟเวอร์ ให้คะแนนตามงานของโฮสติ้งทั่วไป
ตรงนี้ผมให้ AI ทั้งสองตัวให้คะแนนแยกกัน 1 ถึง 5 แล้วเอามาสรุปร่วม ผลต่างกันไม่เกิน 1 แต้มเกือบทุกช่อง บริบทที่ตั้งไว้คือลูกค้าโรงเรียนหรือ SME บนโฮสติ้ง DirectAdmin แต่ให้รู้ตลาดกว้างด้วย ขอย้ำว่านี่คือ ดุลยพินิจ ไม่ใช่ผลวัด
ที่ผมเห็นจากกราฟคือไม่มีตัวไหนได้เต็มทุกช่อง nginx ประหยัดแต่ไม่รู้จัก .htaccess ส่วน Apache รองรับ .htaccess เต็มที่แต่กิน RAM มากเมื่อโหลดสูง โหมด nginx หน้า Apache ที่ DirectAdmin ใช้เลยเป็นการเอาข้อดีสองฝั่งมารวมกัน แลกกับการตั้งค่าที่ซับซ้อนขึ้น (ได้แค่ 2 ในช่องตั้งค่าง่าย) รายละเอียดอื่นที่ควรรู้ไว้ก่อนเลือก
- OpenLiteSpeed อ่านได้เฉพาะ rewrite rules จาก .htaccess และต้องเปิด Auto Load from .htaccess แล้ว restart ถึงจะรับการแก้
- LiteSpeed Enterprise อ่าน .htaccess แบบ Apache ได้ แต่ไม่ใช่ทุก directive และมีค่าลิขสิทธิ์
- Caddy ออกใบ HTTPS และต่ออายุให้เองอัตโนมัติ เหมาะกับเครื่องที่ดูแลเองมากกว่าแผงโฮสติ้ง
ข้อที่ผมอยากให้ระวังที่สุดในกลุ่มนี้คือพฤติกรรมของโหมด nginx หน้า Apache โดยทั่วไป ไฟล์ static ที่ nginx เสิร์ฟตรงจะไม่ผ่านกฎ deny ใน .htaccess ของ Apache เลย นี่เป็นพฤติกรรมของโหมดนี้โดยทั่วไป
ไฟล์ backup .sql, .env และ zip ที่ลืมทิ้งไว้ใน web root อาจถูกเสิร์ฟตรงจาก nginx โดยไม่ผ่านกฎ deny ใน .htaccess วิธีที่ถูกคือย้ายไฟล์ลับไปไว้นอก web root แล้วกันซ้ำที่ nginx อีกชั้น ไม่ใช่เขียน deny ใน .htaccess แล้วเชื่อว่าจบ
กฎกันซ้ำที่ nginx หน้าตาประมาณนี้ครับ ตอนทดสอบให้ใช้ไฟล์ marker ธรรมดาที่สร้างเองเท่านั้น ส่วนนี้คือเฉพาะ location ที่ต้องเอาไปใส่ใน include ที่แผงโฮสติ้งเปิดให้แก้เอง ไม่ใช่ server block ใหม่ เพราะแผงจะเขียน vhost ทับตอน rebuild และถ้าเว็บมีไฟล์ zip หรือ log ให้ดาวน์โหลดจริง ให้ตัดสองนามสกุลนี้ออกก่อน
# ใส่ใน include ของ vhost ที่แผงเปิดให้แก้ ไม่ต้องสร้าง server block ใหม่
# ไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วยจุด (.env .git .htaccess) ยกเว้น .well-known สำหรับออกใบ SSL
location ~ /\.(?!well-known/) {
return 404;
}
# ไฟล์ backup และไฟล์บีบอัดที่มักถูกลืมทิ้งไว้
location ~* \.(sql|sql\.gz|bak|old|orig|swp|zip|tar|tgz|7z|log)$ {
return 404;
}
# ตรวจ syntax แล้วค่อย reload ห้าม reload ทั้งที่ยังไม่ผ่าน nginx -t
nginx -t && systemctl reload nginx
# ทดสอบด้วยไฟล์ marker ที่สร้างเอง ต้องได้ 404
echo test > /home/webuser/domains/example.com/public_html/marker.bak
curl -sI https://example.com/marker.bak | head -1
rm /home/webuser/domains/example.com/public_html/marker.bak
หลังบ้านกับหน้าบ้าน คะแนนที่ AI สองตัวให้ตรงกัน
ชุดคะแนนหลังบ้านใช้เกณฑ์ 7 ข้อ ข้อสุดท้ายคือ "AI เขียนแม่น" ซึ่งผมใส่เข้ามาเพราะทุกวันนี้งานใหม่จำนวนมาก AI เป็นคนเขียนโค้ดให้ เลยต้องดูด้วยว่า AI เขียนภาษานั้นได้แม่นแค่ไหน
PHP ได้เต็มในช่องโฮสต์ง่ายและถูก พัฒนาเร็ว หาคนทำในไทย และ AI เขียนแม่น ส่วนที่ต่ำคือ realtime ได้ 2 ซึ่งตรงกับที่รู้กันว่า PHP ถนัดตอบ request แล้วจบ ไม่ถนัดถือการเชื่อมต่อค้างไว้ ฝั่ง JS/TS ได้ 5 สี่ช่อง คือ realtime ไลบรารี หาคนในไทย และ AI เขียนแม่น ส่วนโฮสต์ได้แค่ 3 เพราะต้องมี process ค้างอยู่ตลอด ซึ่งจะคุยกันในหัวข้อ Node.js บน DirectAdmin ต่อไป
ฝั่งหน้าบ้าน เกณฑ์ 5 ข้อ
คะแนน SEO 4 ของ React, Vue และ Svelte ได้ก็ต่อเมื่อทำ SSR หรือ SSG ถูกต้อง ถ้าทำเป็น SPA ล้วนยังด้อยกว่า HTML ที่เซิร์ฟเวอร์ render ให้มาเสร็จ ผมเลยให้ความเห็นว่าเว็บที่คนมาอ่านเป็นหลัก ให้ render HTML จากเซิร์ฟเวอร์แล้วแคชที่ CDN จะเร็วและ SEO ดีกว่า SPA
React ได้ 5 ทั้งช่อง UI ซับซ้อนและ ecosystem แต่ได้แค่ 2 ในช่องเรียนง่ายและ 3 ในช่องโหลดเร็ว ส่วนตัวผมเลยมองว่า React ควรใส่เฉพาะจุดที่หน้าจอโต้ตอบเยอะจริง เช่นตารางที่กรองได้ แบบฟอร์มหลายขั้นตอน ไม่ต้องทำทั้งเว็บเป็น SPA เพียงเพราะมันดูทันสมัย
งานไหนใช้สแตกไหน
กราฟนี้เป็นส่วนที่ผมใช้ตัดสินใจจริง ผมให้ AI สองตัวให้คะแนนแยกกันแล้วสรุปร่วม มาตรา 0 ถึง 3 คือ 3 แนะนำ, 2 ทางเลือกที่ดี, 1 ทำได้แต่ไม่ใช่ตัวแรก, 0 ไม่เหมาะ
ข้อสังเกตที่ผมเห็นจากกราฟนี้
- เจ็ดแถวแรกเป็นงานที่ผมเจอบ่อย PHP ได้ 3 ทุกแถว
- realtime กับ microservice โหลดสูง PHP ได้แค่ 1 ต้องไปทาง Node.js หรือ Go แยกเครื่อง
- ฟีเจอร์ AI/RAG ให้ Python นำที่ 3 ซึ่งตรงกับที่ไลบรารีฝั่งนั้นมีให้มากที่สุด
- องค์กร ราชการ และธนาคาร ให้ Java/.NET ที่ 3
Java/.NET ได้คะแนนต่ำ
ถ้าประเมินแบบตลาดกว้าง Java/.NET จะได้สูงกว่าในกราฟนี้ แต่สำหรับลูกค้า SME บนโฮสติ้งทั่วไป Java/.NET ไม่มีให้ใช้และต้นทุนดูแลสูง กราฟนี้เลยให้คะแนนต่ำ
Java/.NET ขึ้นมาได้
ถ้าบริบทเป็นองค์กรที่มีทีมและเครื่องของตัวเอง คะแนนของสองภาษานี้สูงขึ้นแน่นอน กราฟนี้ตั้งบริบทไว้ที่ลูกค้าโฮสติ้งเล็ก อย่าเอาไปใช้ข้ามบริบท
ทางเลือกอื่นที่ควรรู้ เว็บโรงเรียนหรือบริษัทที่ข้อมูลไม่เปลี่ยนบ่อยทำเป็น HTML static หรือ Astro ได้ ร้านค้าที่ไม่อยากดูแลเซิร์ฟเวอร์เลยก็ใช้ Shopify เว็บบอร์ดแบบ Flarum (PHP) ลงบนโฮสติ้งแชร์ได้ ส่วน Discourse (Ruby) ต้องใช้ VPS พร้อม Docker และ PHP ทำงานโหลดสูงได้ด้วย Laravel Octane, Swoole หรือ RoadRunner แต่ไม่ใช่ตัวเลือกแรก

Node.js บน DirectAdmin ต้องมี process ค้าง
เหตุผลที่ JS/TS ได้ 3 ในช่องโฮสต์ง่ายคือ Node.js ต้องมี process รันค้างไว้ตลอด ต่างจาก PHP ที่เว็บเซิร์ฟเวอร์เรียกขึ้นมาทำงานเป็นรอบ ๆ บน DirectAdmin มีสามทางที่ผมรู้จักและตรงกับเอกสารของ DirectAdmin
- ผู้ดูแลเปิด NGINX Unit integration ให้แพ็กเกจที่ต้องใช้ แล้วผู้ใช้สร้างแอปเองใน Advanced Features แล้วเลือก Nginx Unit
- ใช้ CloudLinux Node.js Selector ซึ่งใช้ Passenger อยู่เบื้องหลัง
- แยกไปไว้ที่ VPS หรือ container ที่มี PM2 หรือ systemd พร้อม reverse proxy ด้านหน้า
ถ้าทำเป็น static export ก็ไม่ต้องรัน Node ตอนให้บริการเลย แค่ build ครั้งเดียวแล้วเอาไฟล์ไปวางเหมือนเว็บ HTML ธรรมดา คำสั่งเปิด NGINX Unit ฝั่งผู้ดูแลเครื่องเป็นแบบนี้
# รันด้วยสิทธิ์ผู้ดูแล ฝั่งเครื่องที่เป็นผู้ดูแลเองเท่านั้น
da build set unit yes
da build unit
# จากนั้นเปิด nginx_unit=ON ในแพ็กเกจ, reseller หรือ user ที่จะให้ใช้
# ผู้ใช้เข้าไปสร้างแอปเองที่ Advanced Features -> Nginx Unit
แอป Node.js หนึ่งตัวคือ process ที่กินหน่วยความจำค้างอยู่ตลอด บนเครื่องที่แชร์กันหลายลูกค้า ผมเลยแนะนำให้เปิดเฉพาะแพ็กเกจที่ต้องการจริง หรือถ้างานหนักขึ้นให้แยกไป VPS ไปเลย ไม่ใช่เปิดให้ทุกคน
AI เขียนโค้ดให้ ตัวไหนเก่งอะไร และภาษาไหนแม่นแค่ไหน
ตอนนี้ผมใช้ AI เขียนโค้ดเกือบทุกงานใหม่ ส่วนตัวผมเลยถือว่า "ภาษาที่ AI เขียนแม่น" เป็นเกณฑ์เลือกสแตกจริงข้อหนึ่ง เรื่องภาพรวมของแวดวงนักพัฒนามีตัวเลขที่เป็นพื้นให้ดู คือ GitHub Octoverse 2025 บอกว่า TypeScript ขึ้นอันดับ 1 บน GitHub นับจากผู้ร่วมพัฒนารายเดือนเมื่อ ส.ค. 2025 แซงทั้ง Python และ JavaScript โดย GitHub ให้เหตุผลว่าภาษาที่มี type ทำให้โค้ดที่ AI agent เขียนเชื่อถือได้มากขึ้น ส่วน Stack Overflow 2026 ให้ JavaScript 62.0% เป็นอันดับ 1 ปีที่ 12 ติดต่อกัน (ผู้ตอบ 14,099 คน) ตามด้วย SQL 58.4, HTML/CSS 58.2, Python 58.0, Bash 51.3 และ TypeScript 43.8
เรื่องตัวเลขเทียบ AI สองตัว ผมใช้ Vals AI เพราะเป็นหน่วยงานกลางที่รันทั้งสองรุ่นด้วยชุดงานเดียวกัน ไม่ใช่ตัวเลขที่ผู้ผลิตประกาศเอง ตัวเลขเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ผ่าน
อ่านจากกราฟนี้ Claude นำในงานแก้ repo จริงหลายขั้นตอนและงานสร้างโปรแกรมใหญ่ ส่วน GPT นำ SRE Bench ชัดเจน คืองานดูแลระบบและแก้เหตุขัดข้อง และนำเล็กน้อยใน IOI กับ Terminal-Bench-Science ซึ่งช่วงคลาดเคลื่อนซ้อนกันอยู่ ตัวเลขสองแถวนี้เลยบอกไม่ได้ว่าใครชนะจริง ข้อที่ต้องรู้อีกข้อคือยังไม่มี benchmark ของรุ่นปัจจุบันที่แยกคะแนนรายภาษา ผมเลยบอกไม่ได้ว่า PHP หรือ Python ตัวไหนแม่นกว่ากัน ในระดับตัวเลขวัดจริง

เพราะอย่างนั้นผมเลยแบ่งงานตามจุดแข็งประมาณนี้ งานแก้โค้ดหลายไฟล์หลายขั้นให้ Claude เป็นตัวหลัก งานวิเคราะห์เหตุขัดข้องและงาน SRE ให้ GPT ช่วยดูอีกทาง และงานสำคัญให้อีกตัวตรวจทานเสมอ ไม่ใช่เชื่อตัวเดียว
ต่อไปคือคะแนนความถนัดรายภาษา แต่ละโมเดลประเมินตัวเอง และ GPT ให้คะแนนโดยไม่เห็นของ Claude ขอเตือนไว้ก่อนว่านี่คือ การประเมินตัวเอง คนละมาตราส่วนกัน เทียบกันได้แค่ลำดับ ไม่ได้เทียบตัวเลขตรง ๆ และ 9 จาก 10 ไม่ได้แปลว่าถูก 90% ลำดับของสองตัวแทบตรงกัน (Spearman 0.96)
ที่ผมเห็นชัดคือภาษาที่ใช้กันแพร่หลายอยู่บนสุด และยิ่งภาษาเก่าหรือเฉพาะทางยิ่งต่ำ ซึ่งไปในทิศเดียวกับงานวิจัย MultiPL-E และ MultiPL-T ที่พบว่าโมเดลทำภาษาที่มีข้อมูลฝึกเยอะ (Python, Java, JavaScript) ได้ดีกว่าภาษาที่มีข้อมูลน้อย (R, Julia, Racket, OCaml) เป็นแนวโน้ม ไม่ใช่อันดับตายตัว ส่วนผลวัดรายภาษาจริงมีอยู่ชุดเดียวที่ผมยืนยันจากต้นทางได้ คือ SWE-bench Multilingual ปี 2025 ที่มี 300 งาน 42 repo 9 ภาษา Claude 3.7 Sonnet กับ SWE-agent แก้ผ่านรวม 128 จาก 300 หรือ 42.67% (Rust 58.14, PHP 48.84, JS/TS 34.88, Go 30.95) แต่แต่ละภาษามีราว 40 ถึง 50 งาน ตัวเลขเลยสะท้อนความยากของ repo มากกว่าความเก่งของภาษา และเป็นรุ่นเก่าไปแล้ว ผมแค่เอามาดูประกอบ ไม่ได้ใช้ตัดสิน
Python: API ของไลบรารีเปลี่ยนตามเวอร์ชัน. JS/TS: Next.js กับ React รุ่นใหม่ และชื่อแพ็กเกจ npm ที่ไม่มีจริง. HTML/CSS: ต้องเปิดดูในเบราว์เซอร์จริง. SQL: dialect, NULL และ transaction. PHP: framework ต่างเวอร์ชัน, authorization, mass assignment และ N+1. Bash: quoting และคำสั่งที่ลบหรือเขียนทับ. Rust: borrow checker ต้องแก้หลายรอบ. C/C++: memory และ undefined behavior. ภาษาเก่า: ต้องให้ตัวอย่างโค้ดของระบบก่อน
ข้อที่ผมแนะนำให้ทำทุกครั้งคือตรวจชื่อแพ็กเกจก่อนติดตั้ง เพราะ AI บางครั้งยกชื่อแพ็กเกจที่ไม่มีอยู่จริงมาให้ ซึ่งอันตรายพอ ๆ กับโค้ดผิด เพราะมีคนเอาชื่อเหล่านั้นไปจดจริงได้ และสำหรับ PHP ให้ใส่ strict types ในโค้ดที่ AI เขียนทุกไฟล์ เพื่อให้ type ช่วยจับความผิดพลาดก่อนรันจริง
# ตรวจก่อนว่าแพ็กเกจมีอยู่จริง และดูว่าเวอร์ชันล่าสุดคืออะไร
# ถ้าไม่มี จะได้ error 404 แล้วอย่าติดตั้ง
npm view some-package-name name version
<?php
declare(strict_types=1); // ส่งชนิดผิดจะ error ทันที ไม่ถูกแปลงเงียบ ๆ
function lineTotal(int $qty, float $price): float
{
return $qty * $price;
}
echo lineTotal(3, 49.5); // 148.5
// lineTotal('3', 49.5); // TypeError เพราะ strict_types เปิดอยู่
สรุปว่าผมจะเลือกอะไรให้ลูกค้า
ผมรวมเป็นข้อสรุปตามลำดับที่ใช้จริง ทั้ง Claude และ GPT ให้ตรงกันในข้อแรก
- ลูกค้าโรงเรียนหรือ SME บนโฮสติ้งแชร์ ใช้ PHP (WordPress หรือ Laravel) เป็นตัวแรก แม้ PHP จะลด 4 จุดในปีเดียว
- เว็บที่คนมาอ่านเป็นหลัก ให้ render HTML จากเซิร์ฟเวอร์แล้วแคชที่ CDN เร็วและ SEO ดีกว่า SPA
- React ใส่เฉพาะจุดที่หน้าจอโต้ตอบซับซ้อน (Inertia, islands) ไม่ต้องทำทั้งเว็บเป็น SPA
- Node.js เมื่อจำเป็นจริง เช่น realtime หรือ Next.js แบบ SSR เปิด NGINX Unit ให้เฉพาะแพ็กเกจที่ต้องใช้ หรือแยกไป VPS
- งานใหม่ที่ให้ AI เขียนเยอะ เลือกภาษาที่มี type และมี test (TypeScript, PHP 8 strict types) บอกเวอร์ชันให้ชัด และตรวจชื่อแพ็กเกจก่อนติดตั้ง
- แบ่งงาน AI ตามจุดแข็ง และให้อีกตัวตรวจทานงานสำคัญ
สรุปคือ PHP ยังเป็นคำตอบแรกสำหรับงานของลูกค้าโฮสติ้งเล็ก ๆ ต่อให้ส่วนแบ่งลดลงแล้วก็ตาม และคะแนนทั้งหมดในบทความเป็นดุลยพินิจของ AI สองตัวที่ให้แยกกันแล้วออกมาใกล้เคียงกันมาก ไม่ใช่ผลวัด ผมไม่ได้บอกว่าต้องทำตามนี้ ใครที่งานมีเงื่อนไขอื่น เช่นทีมเก่งภาษาอื่นอยู่แล้ว หรือมีเซิร์ฟเวอร์เป็นของตัวเอง ก็เลือกตามความถนัดของทีมและตามกำลังเงินได้เลย ตัวเลขตลาดตั้งแต่ 7 พ.ย. 2026 เป็นต้นไปอาจเปลี่ยนอีก ตรงไหนผมอธิบายตกหล่นหรือตัวเลขรอบใหม่ไม่ตรงกับที่เขียนไว้ เดี๋ยวกลับมาแก้เพิ่มให้ภายหลังครับ
อยากให้เราทำให้ไหม?
ให้เราช่วยติดตั้ง ตั้งค่า ย้ายระบบ หรือแก้ปัญหาเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้คุณมีเวลาไปทำงานที่สำคัญกว่า
เคยเจองานแบบนี้ไหม? ติดตรงไหน?
มาแลกวิธีกันต่อในบอร์ด LinuxThai



ความคิดเห็น 0
ยังไม่มีความคิดเห็น — เป็นคนแรกเลย