เลือกขนาดสายเมนกับเบรกเกอร์ พิกัดกระแสขึ้นกับวิธีติดตั้ง
ตัวนำขนาดเดียวกันมีพิกัดกระแสต่างกันได้เกือบเท่าตัวเพียงเพราะวิธีเดินสายเปลี่ยนไป ตัวเลขนี้คือสิ่งที่ต้องตัดสินใจให้จบก่อนสั่งของ ไม่ใช่ไปแก้เอาหน้างาน
พอดีงานต่อจากตอนที่แล้ว ที่ผมไปวินิจฉัยสายเมนของอาคารบริการแห่งหนึ่งแล้วเจอว่าโหลดซักรีดเกาะอยู่บนตัวนำเส้นเดียวกับอีกห้าโซนจนฉนวนละลาย (อ่านย้อนตอนวินิจฉัย) พอสรุปว่าต้องแยกฟีดเดอร์ใหม่ โจทย์ต่อมาคือจะเลือกสายขนาดไหน เบรกเกอร์กี่แอมป์ ผมเลยต้องนั่งเปิดตารางพิกัดกระแสของผู้ผลิตกับมาตรฐานการติดตั้งควบกัน แล้วเจอเรื่องที่ผมว่าคนทำงานหน้างานมองข้ามกันบ่อยที่สุด คือสายขนาดเดียวกันเป๊ะ ๆ รับกระแสได้ต่างกันเกือบเท่าตัวเพียงเพราะวิธีเดินไม่เหมือนกัน บทความนี้ผมเอาตารางกับตรรกะการเลือกมาแปะให้ดูทั้งชุด
ค่าพิกัดกระแส ขนาดสาย และขนาดเบรกเกอร์ในบทความนี้มาจากเงื่อนไขของอาคารหลังเดียว ทั้งอุณหภูมิรอบตัว ระยะสาย จำนวนตัวนำ และวิธีติดตั้ง ใช้เป็น แนวทางในการคิด ได้ แต่งานจริงต้องให้วิศวกรไฟฟ้าคำนวณและลงนามรับรอง โดยอ้างอิงตารางของผู้ผลิตสายรุ่นที่ซื้อจริงกับมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยฉบับปัจจุบัน
โจทย์ตั้งต้น ฟีดเดอร์ใหม่ 32 เมตร ข้ามที่โล่ง
ฟีดเดอร์ใหม่เดินจากตู้เมนเดิมข้ามถนนบนโครงถักเหล็กที่มีอยู่แล้ว ระยะราว 32 เมตร ไปเข้าตู้ MDB ตัวใหม่ที่ตั้งอยู่ใต้ชายคาของอาคารซักรีด จ่ายเครื่องซัก-อบโดยตรงเจ็ดวงจร แล้วแยกฟีดเดอร์ย่อยไปตู้ย่อยอีกสองโซน พร้อมช่องสำรองอีกสามช่อง
ประเด็นสำคัญคือช่วง 32 เมตรนี้อยู่กลางแจ้ง พาดบนโครงถัก ไม่ได้อยู่ในอาคาร แปลว่าผมมีสิทธิ์เลือกวิธีติดตั้งได้หลายแบบ และการเลือกนี่แหละที่ไปกำหนดว่าจะต้องซื้อสายขนาดเท่าไร
CV 90 องศา กับ THW 70 องศา ต่างกันตรงไหน
ก่อนไปดูตาราง ต้องแยกชนิดฉนวนให้ออกก่อน สายสองชนิดที่ใช้กันในงานเมนบ้านเราคือ CV กับ THW ต่างกันที่ฉนวนและอุณหภูมิใช้งานสูงสุดของตัวนำ
ฉนวนครอสลิงก์ ทนได้ 90 องศา
ตัวนำวิ่งร้อนได้ถึง 90 องศาโดยฉนวนไม่เสียสภาพ พิกัดกระแสที่ขนาดเดียวกันเลยสูงกว่า และทนสภาพกลางแจ้งได้ดีกว่า ราคาต่อเมตรที่ขนาดกลาง-ใหญ่ต่างจาก THW ไม่มาก ผมเลยเลือก CV แทบทุกครั้งเมื่อขนาดตั้งแต่ 35 ตร.มม. ขึ้นไป
ฉนวนพีวีซี ทนได้ 70 องศา
ถูกกว่านิดหน่อยที่ขนาดเล็ก หาซื้อง่ายกว่า แต่พิกัดกระแสต่ำกว่าชัดเจน สาย THW 95 ตร.มม. ร้อยท่อฝังผนังรับได้แค่ 143 A ขณะที่ CV ขนาดเดียวกันได้ 197 A ต่างกัน 38% ทั้งที่เนื้อทองแดงเท่ากันเป๊ะ
จุดที่ต้องระวังคือ พิกัดกระแสสูงของ CV จะได้จริงก็ต่อเมื่อ อุปกรณ์ปลายทางทนอุณหภูมิขั้วต่อได้ด้วย ขั้วเบรกเกอร์กับหางปลาที่ใช้ต้องเป็นชนิดที่รับอุณหภูมินั้นได้ ไม่ใช่ซื้อสาย 90 องศามาแล้วขันเข้าขั้วที่ออกแบบมาสำหรับ 70 องศา
ตารางพิกัดกระแส ตัวเดียวกันแต่ต่างกัน 82%
นี่คือตารางที่ผมใช้ตัดสินใจ ค่าทั้งหมดเป็นตัวนำทองแดงที่อุณหภูมิรอบตัว 40 องศาเซลเซียส สำหรับตัวนำนำกระแส 3 เส้น ชนิดแกนเดี่ยว
| วิธีติดตั้ง | CV 1x95 | CV 1x120 | THW 1x95 |
|---|---|---|---|
| ร้อยท่อ ฝังผนัง | 197 | 227 | 143 |
| ร้อยท่อ เดินลอยในอากาศ | 245 | 284 | 180 |
| รางเคเบิล มีฝาปิด | 245 | 284 | — |
| รางบันได ไม่มีฝา วางเว้นระยะ | 311 | 364 | 239 |
| แขวนบนลูกถ้วยในอากาศ | 354 | 413 | 202 |
อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นของสำคัญสองข้อ ข้อแรก สาย CV 1x120 เส้นเดิมเป๊ะ ๆ รับได้ตั้งแต่ 227 A ถึง 413 A แล้วแต่วิธีเดิน ข้อสอง สาย CV 1x95 ที่เดินแบบเปิดโล่งบนรางบันได (311 A) รับได้มากกว่าสาย 120 ที่ร้อยท่อฝังผนัง (227 A) ตั้งเยอะ แปลว่า วิธีติดตั้งซื้อ ampacity ได้ถูกกว่าการเพิ่มขนาดสาย ในหลายกรณี
เหตุผลทางฟิสิกส์ตรงไปตรงมา ตัวนำที่ระบายความร้อนได้ดีกว่าก็รับกระแสได้มากกว่า ท่อที่ฝังในผนังคือฉนวนความร้อนชั้นสอง สายสามเส้นมัดชิดกันแบบ trefoil ต่างคนต่างอุ่นให้กัน ส่วนการวางเรียงเว้นระยะบนรางเปิดคือให้ลมพัดผ่านได้รอบเส้น อากาศเอาความร้อนออกไปได้เต็มที่
คำนวณขนาดฟีดเดอร์ก่อน แล้วค่อยไปหาสาย
ลำดับที่ถูกคือคำนวณกระแสฟีดเดอร์ก่อน เอาไปเลือกเบรกเกอร์ แล้วค่อยเลือกสายที่พิกัดสูงกว่าเบรกเกอร์ ไม่ใช่เลือกสายก่อนแล้วยัดเบรกเกอร์ตาม สูตรฟีดเดอร์ที่ใช้คือบวกโหลดทั้งหมด แล้วเผื่อ 25% ให้เฉพาะโหลดตัวใหญ่ที่สุด
I feeder = 1.25 x I (โหลดใหญ่สุด) + ผลรวม I (โหลดที่เหลือ)
โหลดใหญ่สุด DE-100 = 119.0 A
โหลดที่เหลือ IM50 45.6 + SPE-50 36.5
+ ห้องยา 9.0 + สำนักงาน 13.5 = 104.6 A
I feeder = 1.25 x 119.0 + 104.6 = 253.4 A
# เช็คลำดับ In <= Iz ให้ครบทุกครั้งก่อนสั่งของ
i_calc = 253.4 # กระแสที่คำนวณได้
breaker = 350 # พิกัดเบรกเกอร์ที่จะสั่ง
cable_iz = 364 # พิกัดสายตามวิธีติดตั้งที่จะเดินจริง
assert i_calc <= breaker, 'เบรกเกอร์เล็กกว่าโหลด จะทริปเวลาทำงานปกติ'
assert breaker <= cable_iz, 'เบรกเกอร์ใหญ่กว่าสาย เครื่องป้องกันคุ้มครองสายไม่ได้'
print('ผ่าน:', i_calc, '<=', breaker, '<=', cable_iz)
เงื่อนไข In น้อยกว่าหรือเท่ากับ Iz คือหัวใจของเรื่องความปลอดภัยทั้งหมด ถ้าเบรกเกอร์ใหญ่กว่าพิกัดสาย แปลว่าสายร้อนจนพังได้โดยที่เบรกเกอร์ยังไม่คิดจะตัด ซึ่งเป็นสภาพเดียวกับที่ทำให้ฉนวนของสายเดิมละลายมาแล้ว
เลือกเมน 350 A กับสาย CV 1x120
คำนวณได้ 253.4 A ผมเลยเลือกเบรกเกอร์เมนมาตรฐานตัวถัดไปคือ 3P 350 A แล้วบังคับให้สายต้องรับได้มากกว่านั้น ทางเลือกที่ลงตัวคือ CV 1x120 เดินแบบวางเรียงเว้นระยะบนรางบันไดเปิด ได้ 364 A ซึ่งสูงกว่าเบรกเกอร์พอดี
| รายการ | ค่าที่เลือก | เหตุผล |
|---|---|---|
| กระแสคำนวณ | 253.4 A | สูตรฟีดเดอร์ เผื่อ 25% ให้โหลดใหญ่สุด |
| เบรกเกอร์เมน | 3P 350 A | ค่ามาตรฐานตัวถัดไปเหนือค่าคำนวณ |
| ตัวนำ | CV 1x120 x4 + G 1x35 | รับได้ 364 A สูงกว่าเบรกเกอร์ |
| พีคใช้งานจริง | 224 A | 64% ของเบรกเกอร์ เหลือ headroom |
| กรณีเปลี่ยนเป็นแบบสายพาน | 296 A | ยังต่ำกว่า 350 A รองรับได้ |
| แรงดันตกที่ 32 เมตร | ~0.7% | ต่ำกว่าเกณฑ์มาก |
ตัวเลข 364 A ได้มาจากเงื่อนไข "รางบันไดเปิด ไม่มีฝาปิด วางเรียงเว้นระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางสาย" เท่านั้น ถ้าวันติดตั้งช่างมัดรวมกันให้เรียบร้อยสวยงาม หรือเจ้าของงานสั่งปิดฝารางกันฝุ่นทีหลัง พิกัดสายจะร่วงลงมาเหลือ 284 A ซึ่งต่ำกว่าเบรกเกอร์ 350 A ทันที กลายเป็นระบบที่เครื่องป้องกันคุ้มครองสายไม่ได้ตามข้อกำหนด เงื่อนไขข้อนี้ต้องเขียนลงในแบบและย้ำกับหน้างานทุกครั้ง
ทางเลือกประหยัด ลดเป็น 95 แล้วชดเชยด้วยกติกาการเปิดเครื่อง
เจ้าของงานถามมาว่าถ้าลดขนาดสายลงเป็น CV 1x95 จะได้ไหม คำตอบคือได้ครับ แต่ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกมา สาย 95 บนรางบันไดเปิดรับได้ 311 A ต้องลดเบรกเกอร์เมนลงเป็น 250 A ให้ต่ำกว่าพิกัดสาย แล้วเมื่อเมนเหลือ 250 A ก็เปิดเครื่องทุกตัวพร้อมกันไม่ได้อีกต่อไป ต้องออกกติกาการเดินเครื่องมากำกับ
| โหมดการทำงาน | เครื่องที่เปิดได้ | กระแสรวม | ผลกับเมน 250 A |
|---|---|---|---|
| โหมดซัก | SP120 + SP125 + HE-60 + ห้องยา | ~179 A | ผ่าน |
| โหมดอบ (หลังหยุดซักแล้ว) | DE-100 + IM50 + SPE-50 + ห้องยา | ~210 A | ผ่าน |
| ช่วงคาบเกี่ยว | อบ DE-100 บวกซักได้อีก 1 เครื่องเท่านั้น | ~200 A | ผ่าน |
| ซักครบ + อบครบพร้อมกัน | ทุกเครื่อง | ~381 A | เมนทริป ทั้งห้องดับ |
เช็คสองแบบด้วยเงื่อนไขเดียวกัน I calc <= In (เบรกเกอร์) <= Iz (สาย)
แบบ CV 1x120 253.4 A <= 350 A <= 364 A ผ่าน ไม่ต้องมีกติกา
แบบ CV 1x95 210.0 A <= 250 A <= 311 A ผ่าน เฉพาะเมื่อทำตามกติกา
หมายเหตุ: แบบ 95 ใช้ค่าโหลด 210 A ของโหมดอบเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ 253.4 A
เพราะออกแบบบนสมมติฐานว่าซักกับอบไม่ทับกัน สมมติฐานพังเมื่อไร ตัวเลขพังตาม
ไม่ต้องมีกติกา
เปิดครบทุกเครื่องพร้อมกันได้โดยไม่ทริป เหลือ headroom รองรับเครื่องที่จะเพิ่มในอนาคตอีกราว 90 A ค่าสายแพงกว่า แต่จ่ายครั้งเดียวจบ ไม่ต้องพึ่งวินัยของคนหน้างาน
ประหยัดค่าสาย แลกกับกติกา
ต้องบังคับลำดับซักก่อนอบตลอดอายุการใช้งาน ไม่เหลือที่ให้เครื่องใหม่ และวันที่มีคนเปิดผิดกติกา เมนจะทริปทั้งห้อง ผ้าค้างกลางรอบทั้งเครื่องซักและเครื่องอบ
ข้อดีที่คนมักไม่ทันคิดของแบบ 95 คือเบรกเกอร์ 250 A มันบังคับกติกาให้เองในตัว ใครแอบเปิดเกินที่ตกลง เมนตัดทันที ไม่ใช่ปล่อยให้สายค่อย ๆ ร้อนสะสมแบบระบบเดิมที่ไม่มีอะไรมาหยุดเลย ในแง่ความปลอดภัยแบบ 95 บวกเมน 250 A ยังถือว่าถูกต้อง ตราบใดที่ In ยังต่ำกว่า Iz ส่วนเรื่องที่เหลือคือความสะดวกกับต้นทุน แล้วแต่เจ้าของงานเลือก
ส่วนราคา ผมขอพูดกว้าง ๆ ว่า CV 1x120 แพงกว่า 1x95 ราวหนึ่งในสี่ต่อเมตรตามราคาตลาด คูณสี่เส้นคูณระยะทางแล้วเป็นเงินก้อนที่เห็นได้ชัดในใบเสนอราคา แต่ในเคสนี้ระยะแค่ 32 เมตร ส่วนต่างเลยไม่ได้มากพอที่ผมจะแนะนำให้ไปเสี่ยงกับกติกา ถ้าระยะเป็นสองร้อยเมตรค่อยมาคุยกันใหม่
งานติดตั้งที่ถูกบังคับมาจากตัวเลข
พอเลือกวิธีติดตั้งเป็นรางบันไดเปิดวางเรียงเว้นระยะ มันไปกำหนดรายการงานติดตั้งต่อทั้งชุดเลย ตรงนี้คือส่วนที่มักโดนตัดออกตอนต่อรองราคา แล้วกลายเป็นว่าค่าพิกัดกระแสที่คำนวณไว้ใช้ไม่ได้จริง
- รางบันได 300x100 มม. ตลอดแนว เกาะบนโครงถักเหล็กเดิม ไม่ใช่มัดสายติดโครงถักตรง ๆ
- แขนเหล็กฉากยึดรางทุกช่วงประมาณ 2 เมตร งานนี้ 17 จุดตลอด 32 เมตร ทาสีกันสนิมทุกชิ้น
- วางสายเรียงเว้นระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางสาย ห้ามมัดรวม ห้ามปิดฝาราง
- ช่วงกลางแจ้งต้องมีที่กันแดด แดดตรง ๆ ทำให้อุณหภูมิรอบตัวสูงกว่า 40 องศาที่ใช้เปิดตาราง แล้วพิกัดที่คำนวณไว้จะไม่จริง
- สายดินเดินไปด้วยตลอดแนว ลงแท่งกราวด์ที่ตู้ปลายทาง แล้ววัดความต้านทานดินให้ผ่านเกณฑ์ก่อนส่งงาน
ห้ามผสมขนาดสายในวงจรเดียว
ข้อสุดท้ายที่ผมเจอบ่อยมากในงานแก้ของเก่า คือมีคนต่อสายคนละขนาดเข้าด้วยกันในวงจรเดียว เช่นเดิน 120 มาสามสิบเมตร แล้วของเหลือในสต็อกเป็น 95 ก็ต่อทิ้งท้ายไปอีกสิบเมตร แบบนี้ห้ามเด็ดขาด
เหตุผลง่ายมาก วงจรหนึ่งมีเบรกเกอร์ตัวเดียว เบรกเกอร์ตัวนั้นตั้งไว้ตามพิกัดของสายเส้นใหญ่ พอมีช่วงที่เป็นสายเล็ก ช่วงนั้นจะกลายเป็นจุดที่ไม่มีเครื่องป้องกันคุ้มครอง กระแสที่สาย 120 รับได้สบายคือกระแสที่ทำให้สาย 95 ร้อนเกิน แล้วเบรกเกอร์ก็ไม่ตัดให้ เพราะมันยังไม่ถึงพิกัดของตัวมันเอง
นอกจากเรื่องพิกัดแล้ว ทุกจุดต่อคือความต้านทานที่เพิ่มเข้ามาและเป็นจุดกำเนิดความร้อน สายเมนของระบบเดิมในเคสนี้เป็นแบบต่อสายที่เสาทุกต้น เวลาผ่านไปจุดต่อหลวมทีละนิด ความต้านทานเพิ่ม ร้อนขึ้นอีก วนเป็นวงจรอย่างนี้จนขั้วไหม้ ฟีดเดอร์ใหม่ผมเลยออกแบบให้เดินยาวรวดเดียวจากตู้ถึงตู้ ไม่มีจุดต่อกลางทางแม้แต่จุดเดียว
สรุปวิธีเลือก
สรุปสั้น ๆ ว่าลำดับที่ผมใช้ทุกงานคือ เก็บโหลดจริงจาก nameplate ก่อน คำนวณกระแสฟีดเดอร์ด้วยสูตรเผื่อ 25% ให้โหลดตัวใหญ่สุด เลือกเบรกเกอร์มาตรฐานตัวถัดไป แล้วค่อยไปเปิดตารางหาสายที่พิกัด ตามวิธีติดตั้งที่จะเดินจริง สูงกว่าเบรกเกอร์ ห้ามเปิดตารางแบบเลือกช่องที่ตัวเลขสวยที่สุดแล้วค่อยไปหวังว่าหน้างานจะเดินให้ตรงตามนั้น
ส่วนคำถามว่าจะประหยัดด้วยการลดขนาดสายดีไหม ผมตอบว่าทำได้ถ้ายอมรับกติกา แต่ต้องเขียนกติกานั้นเป็นเอกสารติดไว้ที่ตู้ ไม่ใช่บอกปากเปล่ากับช่างคนที่อยู่ตอนติดตั้ง เพราะคนที่จะกดปุ่มเปิดเครื่องในอีกห้าปีข้างหน้าเป็นคนละคนแน่นอน ตามงบประมาณและความสะดวกของแต่ละที่ครับ
เรื่องที่ยังค้างอยู่คือปัญหาระดับต้นทางที่ทำให้ทั้งระบบบาลานซ์เฟสไม่ได้ตั้งแต่แรก อันนั้นผมแยกไปเล่าใน ตอนเรื่องนิวทรัลพ่วงข้ามหม้อแปลง ตรงไหนผมอธิบายตกหล่นหรือมีตารางรุ่นใหม่ที่ค่าไม่ตรงกับนี้ เดี๋ยวกลับมาแก้เพิ่มให้ภายหลังครับ
เคยเจองานแบบนี้ไหม? ติดตรงไหน?
มาแลกวิธีกันต่อในบอร์ด LinuxThai



ความคิดเห็น 0
ยังไม่มีความคิดเห็น — เป็นคนแรกเลย